Mahachulalongkornrajavidyalaya University
MCU Home Search Contacts Study Events Site Map Thai/Eng
 
MCU
Mahachulalongkornrajavidyalaya University


Classifieds
First Page
University News
General News
Activity
Trainning
Seminar
Sangha
ข่าวรับสมัครบุคลากร
ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
ข่าวรับสมัครนิสิต
ข่าว ศูนย์ช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม
thaisarn
manager
thairath
dailynews
Matichon
Khaosod news
Komchadluek dot net
Thaitown USA news

University News
อธการบดี มจร แนะ ใช้ ธรรมนำหน้า สกัดหนี้นอกระบบ
Date04/09/2013   Counter : 3531 time

 

ปัญหาหนี้นอกระบบ ไม่เพียงเป็นส่วนหนึ่งของ

เชื้อร้ายที่กัดกร่อนสังคมไทย บางพฤติกรรมในการทวงหนี้นอกระบบยุคนี้ ยังมีรูปแบบเหี้ยมอำมหิต เกินกว่าที่มนุษย์ด้วยกันพึงรับได้

หลายพฤติกรรมทวงหนี้สุดโฉด ได้ถูกรวบรวมไว้ใน หนังสือ “คู่มือประชาชน เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม” ของกระทรวงยุติธรรม สะท้อนให้เห็นอะไรบางอย่าง

ทุกวันนี้ไม่เพียงขบวนการเจ้าหนี้นอกระบบ ไม่ยำเกรงกฎหมายบ้านเมืองที่อ่อนปวกเปียก ยังมองไม่เห็นหัวผู้รักษากฎหมายอย่างตำรวจ แม้แต่น้อย

เพราะถ้ามีความยำเกรงจริง ขบวนการทวงหนี้ที่เรียกกันว่า “แก๊งหมวกกันน็อก” ซึ่งมีพฤติการณ์เป็นองค์กรอาชญากรรม คงไม่เหิมเกริมถึงขั้นใช้วิธีทวงหนี้ด้วยสารพัดรูปแบบ ตั้งแต่ประทุษร้ายลูกหนี้ต่อหน้าผู้คนในที่สาธารณะ เช่น กลางตลาด บางรายยิงปืนขึ้นฟ้า ไม่ก็เอาระเบิดขวดไปปาหน้าบ้านลูกหนี้

บางรายถึงขั้นบังคับให้ลูกหนี้ หรือคนในครอบครัว เช่น บุตรหลานของลูกหนี้ไปร่วมหลับนอน เพื่อปลดเปลื้องความใคร่ให้ตน แทนการชำระหนี้ มีบ้างที่ถูกบังคับให้ไปค้ายาเสพติด หรือก่ออาชญากรรม เพื่อใช้หนี้

หนักไปกว่านั้น บางรายถึงขนาดถูกบังคับให้ชดใช้หนี้ด้วยการสละอวัยวะ เช่น บังคับให้สละไต หรือดวงตา เพื่อนำไปขายแลกเงินก้อนงามให้แก่ผู้ที่รอการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ

กระทั่งที่สุดของความเลวร้าย เจ้าหนี้นอกระบบบางราย สามารถใช้เงินฟาดหัว ยืมมือเจ้าหน้าที่รัฐที่ประพฤติตัวนอกรีตบางราย ให้ไปข่มขู่ทวงหนี้ และหนักหนาถึงขั้นฆ่าลูกหนี้ทิ้ง เพื่อประกาศศักดาไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

...เป็นที่รับรู้กันว่า การเป็นลูกหนี้นอกระบบ มักเกิดมาจาก 2 สาเหตุใหญ่

สาเหตุแรก เป็นเพราะ เดือดร้อนจำเป็นต้องใช้เงินก้อน เช่น นำไปใช้ลงทุนค้าขาย เพื่อหาเลี้ยงชีพ หรือนำไปใช้รักษาความเจ็บป่วยของตน หรือบุคคลในครอบครัว แต่ยากจน และ ไม่สามารถพึ่งการกู้ยืมเงิน ที่ถูกกฎหมายจากสถาบันการเงินในระบบได้ เพราะไม่มีหลักทรัพย์ หรือบุคคลค้ำประกันให้

กับอีกสาเหตุ เกิดจากการทำตัว สุรุ่ยสุร่าย ฟุ้งเฟ้อ ไม่รู้จักใช้ชีวิตอย่างพอเพียง

การก่อหนี้นอกระบบแบบแรก ยังพอมีคนเห็นใจ หรือยินดีจะหยิบยื่นความช่วยเหลือ แต่การไปก่อหนี้นอกระบบแบบหลัง นอกจากยากจะหาใครมาเห็นใจ หรือช่วยเหลือ ยังอาจถูกสมน้ำหน้าซ้ำ

ศ. ดร. พระพรหมบัณฑิต

ศ. ดร. พระพรหมบัณฑิต


เมื่อไม่นานมานี้ ศ.ดร.พระพรหมบัณฑิต เจ้าคณะภาค 2 เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส และอธิการบดี มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รับนิมนต์ไปบรรยาย ในหัวข้อ “ความสุขบนวิถีพอเพียง” ในโอกาสที่กระทรวงยุติธรรม กำลังเร่งใส่เกียร์เดินหน้า หวังจะแก้ปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบอย่างเต็มสูบ

 

ท่านเจ้าคุณฯ เปิดประเด็นด้วยการ ยกพฤติกรรมเปรียบเทียบระหว่างคนไทย ไต้หวัน ฮ่องกง และคนสิงคโปร์ ในภาพรวมว่า...“อาตมาลองสังเกต ทั้งคนไทย ฮ่องกง และสิงคโปร์ โดยเฉพาะที่เป็นวัยรุ่น มักนิยมใช้สินค้าแบรนด์เนมยี่ห้อดัง ชอบใช้ชีวิตหรูหราและฟุ่มเฟือย ผิดกับคนไต้หวันในภาพรวม ทั้งที่เขาเป็นคนมีสตางค์ หรือฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าเรา แต่กลับมีความรู้สึกพอเพียง หรือเจียมตัว รู้จักอดออมมากกว่า”

ท่านเจ้าคุณฯ วิเคราะห์อาจเป็นเพราะคนไต้หวันส่วนใหญ่ ตระหนักดีว่า พวกเขาอยู่ในสถานะและดินแดนที่มีมหาอำนาจของโลกอย่างจีน เป็นคู่กัด

ดูจากครั้งหนึ่งไต้หวัน เคยเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหประชาชาติ แต่สุดท้ายก็ถูกจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นมหาอำนาจ และถือว่าในโลกนี้ ต้องมีเพียงจีนเดียว คือ จีนแผ่นดินใหญ่เท่านั้น กระทั่งในที่สุดไต้หวัน ต้องถูกบีบให้ออกจากการเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ

“ปี 2540 ประเทศไทยเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ เราต้องไปขอกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศไอเอ็มเอฟ เพื่อค้ำประกันประเทศ แต่ชาวไต้หวันรู้ดีว่า การที่เขาไม่มีสถานะเป็นประเทศเหมือนอย่างเรา เขาย่อมไม่มีเครดิตแบบไทย ถ้าเศรษฐกิจไต้หวันเกิดฟองสบู่แตกขึ้นมา ย่อมยากที่จะไปขอความช่วยเหลือจากใครได้ ชาวไต้หวันจึงปลูกฝังลูกหลานของตน ให้รู้จักเสงี่ยมเจียมตัวและรู้จักอดออม”

“ผิดกับบ้านเรา ที่ทุกวันนี้คนส่วนหนึ่ง มีชีวิตอยู่ได้ด้วยหนี้สิน เอาเงินในอนาคตของลูกหลานมาใช้ก่อน สังเกตดูว่า ระดับประเทศของเรา มีพฤติกรรมยังไง ในระดับครัวเรือนก็ไม่แตกต่าง เรียกได้ว่า เราอยู่กันอย่างไม่เสงี่ยมเจียมตัว หรือไม่คิดถึงภัยที่จะตามมา”

ท่านเจ้าคุณฯ ยกธรรมะขึ้นเปรียบเปรย ยามที่ชีวิตคนเราใกล้พบกับความวินาศ ความรู้สึกนึกคิดของเรามักจะวิปริต หรือมีอาการคล้ายกับปลาหิวโซหน้ามืด ที่จ้องแต่จะฮุบเหยื่อ ไม่สนใจว่า มีเบ็ดเกี่ยวซ่อนไว้ หรือมองไม่เห็นอันตรายที่ตามมา

หรือถ้าเปรียบเทียบใจของคนเรา กับแว่นตาที่ใช้เปลี่ยนสีในการมองโลก เมื่อใดที่เรามองโลกผ่านสีแว่นแห่งตัณหา จะทำให้มองด้วยอารมณ์โลภ หรืออารมณ์อยากที่ไม่รู้จบ

ตรงกันข้ามถ้าเรามองผ่านสีแว่นแห่งเหตุผลและปัญญา จะช่วยให้มองเห็นโลกตามความเป็นจริง

“เด็กหรือเยาวชนไทยสมัยนี้ ถูกพ่อแม่ปลูกฝังให้เรียนหนังสือเก่งๆ เพื่อเรียนจบไปแล้ว จะได้หางานเบาๆ ที่ได้เงินเดือนดีๆ จะได้นำไปซื้อหาสิ่งที่เชื่อว่า เป็นความสุข มาปรนเปรอตามแรงแห่งกิเลสตัณหาที่ตัวเองปรารถนา ผลก็คือ ทำให้คนสมัยนี้ แม้จะเป็นผู้มีความรู้ และหน้าที่การงานดี แต่เป็นพวกที่หนักไม่เอา เบาก็ไม่สู้”

“คนส่วนใหญ่ชอบนึกว่า เวลาอยากได้โน่นได้นี่ การยอมไปเป็นหนี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนปรารถนา คงจะทำให้ตัวเองมีความสุข แต่กลับหารู้ไม่ว่า ความสุขที่แท้จริงของคนเรา อยู่ที่สามารถเป็นนายเหนือชีวิตตัวเองได้ต่างหาก เพราะตราบใดที่เราไม่สามารถเป็นนาย หรือควบคุมความโลภของตัวเองได้ ย่อมไม่มีวันได้พบกับความสุขที่
แท้จริง”

ศ.ดร.พระพรหมบัณฑิต ขยายความว่า ความสุขในโลกนี้ แบ่งออกเป็น 4 อย่าง อัตถิสุข หมายถึง สุขที่เกิดจากการมีทรัพย์พอประมาณ, โภคสุข คือ ความสุขที่เกิดจากการใช้ทรัพย์

อนณสุข หมายถึง สุขจากการไม่เป็นหนี้ใคร ยกเว้น เป็นหนี้ที่กู้มาทำทุน หรือก่อให้เกิดรายได้ในภายหลัง และ อนวัชชสุข คือ สุขที่เกิดจากความสุจริต

“โยมลองสังเกตมั้ย ความสุขมันมักจะหายไปทันที เมื่อเราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น คล้ายกับเวลาที่นกกระจอก มันจ้องมองรังของตัวเองนั่นแหละ มันจะเต็มไปด้วยความสุขและภาคภูมิใจ แต่เมื่อใดที่มันเริ่มไปมองเปรียบเทียบกับรังของพญาอินทรี เมื่อนั้นมันจะเริ่มรู้สึกด้อย และเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที”

“คนเราก็เหมือนกัน นอกจากควรหัดมองผู้ที่ทุกข์ยากกว่าเราเอาไว้บ้าง ยังควรรู้จักสร้างตาข่าย เอาไว้รองรับตัวเองด้วย นั่นคือ วันนี้เรายังไม่ลำบาก พอจะช่วยเหลือเกื้อกูล หรือแบ่งปันให้ใครได้ ก็ควรรีบทำ เผื่อวันข้างหน้า ยามเราเกิดปัญหา คนที่เราเคยช่วยเหลือเกื้อกูลเขาไว้ อาจจะเกื้อกูลตอบแทนเราบ้าง คล้ายกับเมื่อเราพลั้งตกลงมาจากที่สูง ก็ยังมีตาข่ายรองรับไว้นั่นเอง”

ท้ายสุด เจ้าคุณพระพรหมบัณฑิต ฝากข้อคิดไว้ใช้สกัดการเป็นหนี้นอกระบบเอาไว้ว่า

“อาตมาจะให้มนต์วิเศษที่จำง่ายๆ 3 ตัวแรก คือ พ.ห.ช.พ. คือ รู้จักพอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ได้ ห หมายถึง ต่างคนต่างให้ มันถึงจะมีความสุข และ ช คือ รู้จักปล่อยวาง หรือช่างเขาเถอะ ส่วนอีก 3 ตัวหลัง คือ ล.ก.ล. ย่อมาจากโลภ โกรธ หลง ยิ่งอยู่ให้ไกลมันเท่าไร ยิ่งสุขใจเท่านั้น”.

 

source : information technology Division
                   Print This Page Sent to Friend                   

News in Classified
    กำหนดการ งานวันจำนงค์ ทองประเสริฐ ครั้งที่ ๑๗  
    กำหนดการ พิธีประสาทปริญญาประจำปี ๒๕๕๒  
    “มจร แต่งตั้งเลขานุการสภามหาวิทยาลัย”  
    พระบัญชาแต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัย  
    มหาจุฬาฯ จัดอบรมพัฒนาเยาวชนวิถีพุทธต้นแบบ รุ่น ๔  
    มจร สัมมนาว่าที่พุทธศาสตร์บัณฑิต ออกปฏิบัติศาสนกิจทั่วประเทศ  
 
Copyright © Mahachulalongkornrajavidyalaya University All rights reserved 
Maintained by: webmaster@mcu.ac.th 
Last Update : Thursday February 9, 2012